บทสัมภาษณ์ผู้บริหาร ครบรอบ 8 ปีเก้ากฤช ขึ้นปกนิตยสาร Biz Focus

 Tuesday, 24 March 2015

 

Biz Focus Magazine Issue 010, March 2011

 
 

เก้ากฤชครบรอบ 8 ปี เผยกลยุทธ์ความสำเร็จเน้น ความรับผิดชอบ ไม่ทิ้งงาน ตรงเวลา ความปลอดภัย มัดใจลูกค้า ปลื้มซินเท็คดูแลดีไว้วางใจมอบงานให้ต่อเนื่อง ประกาศแผนปีกระต่ายมุ่งงานคุณภาพมากกว่าปริมาณ ตั้งเป้าโตเพิ่มอีก 10-15%

นายคมกฤช ผุริจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เก้ากฤช จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม และในปี 2554 นี้บริษัทครบรอบ 8 ปี สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจและได้รับความไว้ วางใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่องคือความรับผิดชอบในการทำงาน ไม่ทิ้งงาน ไม่ว่างานที่ได้รับจะยากหรือมีอุปสรรคต่าง ๆ การส่งมอบงานให้แก่ลูกค้าตรงต่อเวลาถึงแม้ว่างานที่ได้รับจะขาดทุนหรือมี กำไรก็ตาม รวมทั้งใส่ใจเรื่องความละเอียดและความปลอดภัยในการทำงานเพื่อไม่ให้เกิด อันตรายทั้งบุคลากรของบริษัทและบุคคลที่อยู่บริเวณโดยรอบ

“อุปสรรคที่พบในการทำงานมีหลายสาเหตุ อย่างเช่นเรื่องของสถานที่ซึ่งทำให้เราทำงานยากขึ้น การทำงานในเมืองใหญ่ก็จะแตกต่างจากต่างจังหวัด ยกตัวอย่างการทำงานในเมืองก็จะเจอปัญหาเรื่องการจราจรที่ทำให้มีคอร์สเพิ่ม ขึ้น ปัญหาเรื่องแรงงานทั้งคนไทยและต่างด้าว ที่พักของคนงานไกล เป็นต้น ส่วนต่างจังหวัดก็จะเจอปัญหาในเรื่องของแรงงานซึ่งส่วนใหญ่จะใช้แรงงาน ต่างด้าวที่สูงถึงเกือบ 80% ค่าการตลาด ปัญหาเรื่องสภาพอากาศ อย่างเช่นภาคใต้จะมีฝนตกบ่อยหรือการเกิดสึนามิ รวมทั้งปัญหาเรื่องค่าครองชีพที่สูง ดังนั้นในปีนี้บริษัทจึงมีนโยบายไม่รับงานที่ภาคใต้ ”นายคมกฤชกล่าว

นายคมกฤชกล่าวต่อว่าปัจจุบันบริษัทเป็นผู้รับเหมาช่วงต่อจากบริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)  100% โดยได้รับความไว้วางใจมาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 6 แล้ว สำหรับงานที่ได้รับจะอยู่ในส่วนของงานโครงสร้าง(ฐานราก เสา คาน พื้น พื้นหล่อในที่ พื้นคอนกรีตร้อยลวดอัดแรง พื้นวางบนดิน เป็นต้น) และงานสถาปัตย์(ก่ออิฐ งานฉาบปูนภายใน ภายนอก งานปูกระเบื้องพื้นและผนัง งานทาสี งานเก็บความเรียบร้อย เป็นต้น) โดยมีสัดส่วนงานโครงสร้างอยู่ที่ 35%และงานสถาปัตย์ 65% หรือคิดเป็นปริมาณ 30% จากโครงการทั้งหมดของบริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน)

“เราทำงานกับบริษัทซินเท็คมานานถึง 6 ปีแล้ว ทำงานแบบช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เขาดูแลเราดีทั้งในเรื่องเงินและความช่วยเหลือในทุกด้าน  เราพอใจในจุดนี้  ด้านความคิดที่จะไปรับงานจากบริษัทอื่น ขณะนี้ยังไม่มีแต่ในอนาคตก็ไม่แน่นอนต้องดูปัจจัยอื่นประกอบ  ส่วนในอนาคตบริษัทจะก้าวขึ้นเป็นผู้รับเหมาหลักหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเวลาและโอกาสแต่บริษัทไม่เร่งรีบ ค่อย ๆเป็นค่อย ๆไป เพราะการขึ้นเป็นผู้รับเหมาหลักต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก”นายคมกฤชกล่าว

สำหรับในปี 2553 ที่ผ่านมาบริษัทได้รับงานจากบริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)รวมทั้งสิ้น 12 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 1,800 ล้านบาท ส่วนในปี 2554 นี้ บริษัทมีนโยบายที่จะรับดำเนินการก่อสร้างโครงการต่าง ๆประมาณ 6- 7 โครงการเท่านั้นหรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท หรือลดลงจากปีที่ผ่านมาประมาณ  40%

“สาเหตุที่บริษัทได้วางเป้ารับงานเพียง 6-7 โครงการในปีเนื่องจากต้องการเน้นงานที่มีคุณภาพ ประกอบกับองค์กรเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2551 มีมูลค่างานอยู่ที่ 4000 ล้าน ในปี 2552 มีมูลค่าอยู่ที่ 600-700 ล้านและในปี 2553 มีมูลค่างาน 1,800 ล้าน  ซึ่งจะเห็นได้ว่าจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ดังนั้นในปีนี้จึงเน้นงานคุณภาพเป็นหลักและไม่เหนื่อยมากเกินไป”นายคมกฤช กล่าว

ปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการแล้ว 3 โครงการ ประกอบด้วยโครงการ 1. โครงการ RYTHM ของบริษัท เอเชี่ยนพร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) 2.โครงการ VANTAGE EASTERN STAR    3. โครงการ WHIZDOM SUKHUMVIT 64 ของบริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวลล็อปเมนต์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด ซึ่งทั้ง 3 โครงการอยู่ในระหว่างขั้นตอนการวางฐานราก และที่เหลือจะเป็นโครงการที่ก่อสร้างใหม่อีกประมาณ 3-4 โครงการ อาทิ เซอร์วิสอพาร์ทเม้น 31 ชั้น ลาดพร้าว เป็นต้น

นายคมกฤชกล่าวต่อถึงผลประกอบการของปี 2553 ที่ผ่านมาว่ามีผลกำไรเพิ่มจากปี 2552 ที่ผ่านมา10% ซึ่งพลาดจากเป้าหมายที่คาดไว้ที่ 15% ส่วนเป้าหมายรายได้ปี 2554 บริษัทตั้งเป้าให้เพิ่มจากปี 2553 อีก 10-15% และหากเพิ่มถึง 20% นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ด้านแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2554 ตนมองว่ายังมีแนวโน้มไปได้ดี ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาในเรื่องของวัตถุดิบที่มีการปรับตัวสูงขึ้นและปัญหาค่า แรงที่เพิ่มขึ้น  แต่ตราบใดที่ยังมีรถไฟฟ้าเปิดให้บริการก็จะมีโครงการแนว ดิ่ง(คอนโดมิเนียม)เปิดตัวตามแนวรถไฟฟ้าควบคู่กันไป ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้คนต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯอย่างต่อ เนื่อง

“โครงการแนวดิ่งที่เกิดขึ้นตามแนวรถไฟฟ้าจะเป็นเกรดบี ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท จุดเด่นคือจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง กลุ่มลูกค้าจะเป็นนักศึกษาและคนทำงานที่ต้องการเดินทางสะดวกสบาย ตนมั่นใจว่าหากมีรถไฟฟ้าบีทีเอส โครงการแนวดิ่งยังไปได้ดี สังเกตได้จากบ้านที่อยู่ในเมืองเริ่มมีน้อยและมีโครงการแนวดิ่งเพิ่มมากขึ้น  ส่วนโครงการแนวราบคาดว่าจะมีการเปิดตัวไม่มากนัก เนื่องจากคนต้องเดินทางไกล ประกอบกับราคาน้ำมันแพง”

ด้านหลักการบริหารบุคลากร นายคมกฤชกล่าวว่า ตนยึดหลักเน้นความจริงใจ ความเป็นกันเอง ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานประมาณ 200-300 คน ซึ่งตนสามารถจำชื่อพนักงานได้ถึง 80% และจำหน้าได้หมดทุกคน ทั้งนี้บริษัทจะมีการจัดประชุมใหญ่สังสรรค์ปีละ 2 ครั้งหรือทุก 6 เดือนเพื่อให้พนักงานและผู้บริหารได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน

จุดกำเนิดของความสำเร็จ

นายคมกฤชกล่าวว่า ตนเป็นคนจังหวัดอุดรธานี อำเภอบ้านผือ เกิด พ.ศ. 2514 ปัจจุบันอายุ 40 ปี  จบการศึกษาแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  และได้เดินทางมาทำงานรับเหมาก่อสร้างกับลุงที่กรุงเทพฯเมื่ออายุ 13 ปี  สาเหตุที่มาทำงานครั้งแรกเนื่องจากต้องการหาเงินช่วยแม่ ในระยะแรกมาช่วยป้าขายก๋วยเตี่ยวที่ไซด์งานก่อสร้างที่หมู่บ้านเลคไซด์ บางนา กม.5 และเริ่มทำงานรับเหมาก่อสร้างเมื่ออายุ 14 ปี

งานแรกที่ทำคือรื้อไม้แปลน ทำมาประมาณ 4-5 เดือนก็เปลี่ยนไปทำงานเป็นช่างสำรวจ วางผังบ้าน ส่องกล้อง วัดแบ่งเขต แบ่งพื้นที่บ้าน ทำประมาณ 3-4 ปี ก็ได้เปลี่ยนมาเป็น STAFF  ย้ายไปทำงานที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอนกับพี่ชาย ต่อมาในปี 2532 ได้เปลี่ยนตำแหน่งเป็น FOREMAN ซึ่งได้ทำอยู่ประมาณปีครึ่งก็ได้ย้ายมาทำงานที่จังหวัดเชียงใหม่ รับสร้างคอนโดมิเนียมประมาณ 1 ปี

สำหรับจุดที่ก้าวขึ้นเป็นผู้รับเหมาเองคือต้องการหาเงินแต่งงาน โดยเริ่มรับเหมางานจากงานเล็ก ๆคือก่อปูน ฉาบปูนตามคอนโดมิเนียม ปูกระเบื้อง โครงการแรกมีรายได้ประมาณ 140,000-150,000 บาท ซึ่งทำร่วมกับพี่ชาย หลังจากนั้นจึงรับเหมาไปเรื่อยๆ ทำให้มีโอกาสรู้จักกับผู้ใหญ่ในวงการรับเหมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำอยู่ประมาณ 14 ปี(2534-2549)

ในปี 2549 ได้จัดตั้งบริษัทใหม่ร่วมกับพี่ชายคือ ต.พีรกฤช ซึ่ง ต มีที่มาจากชื่อของตนคือต๋องและตี๋ของพี่ชายรวมกัน  โดยรับเหมาก่อสร้างและค้าวัสดุก่อสร้าง งานแรกที่ทำคือก่อสร้างอาคารไฟฟ้าย่อยของบริษัท ABB หลังจากนั้นก็รับเหมางานของ QH และศุภาลัย โดยเน้นโครงการแนวดิ่งเป็นหลัก ส่วนกลุ่มแนวราบจะไม่เน้นเพราะมีกำไรน้อย ต่อมาได้ติดตามเจ้านายเข้าไปรับงานในกลุ่มอุตสาหกรรม เช่นโรงงานของกลุ่มบริษัทบริดสโตน ซึ่งได้ทำในส่วนของอาคารเล็ก ๆ มูลค่า 20-30 ล้านบาท

ต่อมาตนได้แยกบริษัทกับพีชายมาตั้งบริษัทใหม่คือ”เก้ากฤช” ซึ่งมีที่มาคือตนชอบเลขเก้ารวมกับชื่อตัวท้ายคือกฤชซึ่งเป็นอาวุธเทพ หลังจากแยกมาแล้วได้รับงานก่อสร้างอาคารวัดพระธรรมกายเป็นงานแรก เป็นอาคารเอนกประสงค์ มูลค่า 30 ล้านบาท ต่อมาเจ้านายได้แนะนำให้มาทำงานกับบริษัทซินเท็ค คอนสตัคชั่นจำกัด(มหาชน) งานแรกที่ทำคือไปช่วยหล่อระบายน้ำที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากนั้นได้รับงานจากซินเทคมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นจากงานมูลค่าน้อยและได้มีโอกาสรู้จักกับผู้ใหญ่ของบริษัทซินเท็คมาก ยิ่งขึ้นและได้รับความไว้วางใจจากบริษัทซินเท็คให้ทำงานมาอย่างต่อเนื่องจน ถึงปัจจุบัน

บริษัท เก้ากฤช จำกัดก่อตั้งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 ประกอบธุกิจรับหมาก่อสร้างอาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม โดยเป็นผู้รับเหมาช่วงต่อจากบริษัท ซินเท็ค คอนสตัคชั่น จำกัด(มหาชน) มีนายคมกฤช ผุริจันทร์ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ


Visitors: 31,875